Welcome To mysite
KS The Young Turk Investor season two
หมอน mayor จาก กสิกรไทย

เป็นหมอนแห่งความพยายามอย่างมาก....^^! กว่าจะได้มา
การทำแคมเปญนี้ขึ้นมา
แสดงให้เห็นว่า kbank ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและลูกค้าที่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน
และนอกจากนี้เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อมือถือสมาร์ทโฟนได้
ก็ตีได้ว่าคงเจาะกลุ่มคนระดับกลางขึ้นไป
kbank ออกบบการตลาดได้เข้าตรงกับกลุ่มคนใช้เทคโนโลยีมาก ไม่ว่าจะเป็นการกว้านซื้อสื่อโฆษณาในเว็บไซต์ต่างๆ
ออกแคมเปญได้ตรงใจวัยรุ่นขนาดนี้ ไม่แปลกใจว่าทำไมการเติบโตของ kbank ถึงสูงขึ้นเรื่อยๆ
Happy Chinese New Year!!

Happy Chinese New Year!!
Noting else to me just be disappear from all things,
I'm doing a lot of work in this year...
Money is just the the answer of life level.
My life Is as same as game.
About my love I think she is a best girl in this worlds,even she is not kind of beautiful girl but I can say her heart is such a beautiful heart like crazy.
Love You ja
Happy Chinese new year for all.
P.s. I love open source software
บุคคลแห่งแรงบันดาลใจ.
บุคคลแห่งแรงบันดาลใจ...
บุคคลแห่งแรงบันดาลใจ
บุคคลแห่งแรงบันดาลใจเปรียบเหมือน hero สำหรับเรา
ทำไมต้องมีแรงบันดาลใจ
เหมือนเข็มทิศว่าเรามุ่งหวังไปที่ไหน อย่างไร
บุคคลแห่งแรงบันดาลใจ มีประโยชน์อย่างไร
ใช้ในการปรับทัศนคติของตนเอง ในทุกๆเรื่อง ผ่านแนวความคิดนั้นๆที่เขาสื่อออกมา
Case Study
เราเองตอนแรกมีแนวคิดแบบมนุษย์กระป๋องมาก คือเรียนทำงาน ได้เงิน 30K คงอย่างเยอะ แล้ว ตัวเองเราเองชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กๆ หนังสือแนวจิตวิทยา
แล้วในวันหนึ่งเราก็พบหนังสือ series ของ Richdad เป็นหนังสือเล่มแรกที่เราอ่านเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคล
แล้วเป็นอย่างไร
ชีวิตเราไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลยตั้งแต่วันนั้น.....
หาเงินได้เยอะขึ้น..สบายขึ้นมากมาย..
แล้วเขาก็กลายเป็นแรงบันดาลใจของเรา..
Sipa Game Contest 2010 ::: Social Network Game

เวลากับความก้าวหน้า
พัฒนาการของมนุษย์
ห่างหายไปนาน

ช่วงนี้ห่างหายจาการ upblog ไปนานมาก
คือที่ผ่านมาชีวิตก็ไม่มีอะไรน่าเล่าให้ฟังนักเลยเซ็งๆ.. 555+
ที่หนักกว่านั้นคือ เรื่องการเมือง แบบว่า เห็นคนหล่อแล้วดี
การวิจารณ์อะไรสักอย่างอย่างไม่มีสติ ทำให้เรารู้สึกว่าเอ่อออ ชีวิตบัดซบมากๆจริงๆ
ประเทศไม่เจริญเพราะเรื่องง่ายๆยังไม่เจริญเลย
ยิ่งลองหาเรื่องเก่าๆก่อนที่มันจะปะทุขนาดนี้
มันเกิดจากสังคมเราขาดการไตร่ตรองหรือเปล่า
คิดว่าอีกฝ่ายผิดเสมอไม่ต้องอะไรเลย
หรือเกิดจากการเชื่อตามกันจนมันเละ
ซักวันคิดเหมือนกันแหละ จะไม่อยู่ในเมืองไทย
ไม่ใช่มันไม่ดี แต่เบื่อสังคมแห่งการหูเบา เรื่อยเปื่อย ทำอะไรไม่จริงจัง
อิจฉาริษยา แบบนี้มาก
ลอง search ไปเรื่อยๆ เจอ blog ok nation จากนักเขียนค่อนข้างได้รับความนิยม
บอกว่าเว็บหมิ่นและเว็บ hi taksin
มาแนวเดียวกันเนื่องจากวางเว็บไซต์ไว้ที่ godaddy เหมือนกัน..
เอ่อ แล้วคนเชื่อเยอะมากๆด้วยซิ
ไม่มีใครคิด search เลยว่า godaddy คืออะไร
เวรกำจริงๆ..
godaddy คนใช้กันทั่วโลกงะ..ถ้าสรุปอย่างนี้ก็สรุปได้เหมือนว่าทุกคนที่ใช้ godaddy เป็นเครือข่ายของทักษิณ โธ่เอ๊ยยย สงสารคนไทยมาก
โดนคนฉลาดหลอกยังไม่ว่า นี่โดนคนโง่หลอกงะ..
แล้วเจ้าของ blog มีคน comment ไปก็ไม่ยอมแก้ไขข้อความ แบบว่า เห็นแก่ตัวสุดๆกันไปเลย
จากเหตุการณ์นี้ทำให้เชื่อว่าคนไทยตกเป็นเหย่ือของข้อมูลข่าวสารเยอะจริงๆ
เยอะจนน่ายอมรับมากๆว่าเราเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนา คนความรู้เรื่อง IT น้อยเกินมาตรฐาน
ที่เก่งก็เก่งกันไม่พอ
แต่เราเก่งตรง....กล้าวิจารณ์กันลับหลังใช่ไหม?????
บางทีเราก็คิดนะว่าทักษิณอาจจะไม่เลวขนาดนั้นก็ได้ แต่ที่ผ่านมาคืออะไร ที่ผ่ามาคือเราเชื่อคนอื่นไง เชื่อๆๆๆ ตามกันโดยไร้หลักฐาน
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 เป็นวันที่ฉันอึ้งกับการกระทำของรบ.มาก
ให้ใช้กระสุนจริง ปืนจริงในการสลาย แต่่ๆๆๆๆๆๆ
พอเสื้อแดงถูกยิง บอกผู้ก่อการร้าย

หมายความอย่างไง?
คนส่วนใหญ่ครึ่งประเทศเชื่อรบ. เพราะ มันมีเวลาพูดเยอะมาก ขณะที่อีกฝั่งต่างถูกปิดกั้นทั้งนั้น
ประเทศเจริญแล้วเขาไม่ทำกันอย่างนี้
แล้วการเผาเมืองเนี่ย รบ.บอกว่ารับรู้ว่าจะเกิด ทำไมไม่วางแผนรับมือ หรือจงใจโยนบาปกันแน่
คนตายล่าสุดวันที่ วันที่ 28 พ.ค. เนี่ย. 88 คน แต่ว่ามีบางคนเสียใจกับ CTW ถูกเผา
กับอะไรต่อมิอะไร
นี่เมืองไทยมันบ้าไปแล้ว มองคนไม่มีความหมาย
แล้วศพที่อยู่ด้านล่าง CTW ถูกมัดมือมัดเท้าในสภาพเดียวกับที่มีภาพเผยแพร่มาว่าทหารมัดมือมัดเท้าเช่นนั้นเหมือนกัน แปลกสังคมเราไม่มีใครคิดสงสัยไม่มีใครคิดอะไรเลย ไม่มีใครคิดแม้แต่จะทำอะไรที่แตกต่าง เราไม่กล้าสงสัย เรากล้าเชื่อตาม
ประเทศถึงไม่พัฒนาไง มันคับแค้นใจมากจริงๆ
หลังจากเหตุการณ์โอเค ต้องเข้าใจมันต้องมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
แต่ว่า มีคนกรี๊ดๆๆๆๆ ไก่อูขึ้นมา... เอ่อ …บ้าฉิบ
มันวางแผนฆ่าคนด้วยซ้ำ
แต่ไม่เป็นไร หญิงไทย เห็นแค่หน้าก็ง่ายแล้ว
ประเทศนี้ มองคนแค่หน้าและตำแหน่งจริงๆ...
หล่อเลยชอบ สวยเลยชอบ มีตำแหน่งเลยชอบ...มีใครบอกว่าเป็นคนดีแล้วชอบไหม????
มันเป็นอย่างนี้ไงถึงเบื่อมากๆ....
กับการดูถูกคนอื่นเพราะว่าเขาเป็นอะไร เขาเป็นคนต่างจังหวัดก็จริง แต่ถามว่า มีเฉพาะคนกรุงเทพเหรอที่เป็นคนดีอะ มันก็ไม่ใช่
อย่าพูดถึงเลย อารมณ์เสียมาก เป็นสาเหตุที่ช่วงนี้ไม่ค่อยย up เลย เพราะรู้สึกว่าโลกนี้
มันโหดร้าย เราพร้อมที่จะทำร้ายกันโดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรแล้ว
ยาวเหมือนกันเนอะ ..นั่งเขียนระหว่างโหลดการ์ตูนมาให้น้องดู Endoing vdo install cs5 ไปด้วย ก็เลยยาวอยย่างนี้เพราะเน็ตเล่นไม่ได้ด้วยอะแหละ
ขอจบเท่านี้แล้วกัน พยายามจะ up blog ให้บ่อยขึ้น
หากิน ใช้ชีวิต
เหนื่อย
ความตาย
เหนือการควบคุม
เร่งรีบ
ไม่เป็นอย่างที่คิด
สวยหรือไม่สวย
ประเทศไทย เหลือง แดง เขียว น้ำเงิน และสลิ่ม
สมบูรณ์ที่สุด เพียบพร้อมที่สุด
อัพแล้ว
จะเป็นผู้นำหรือเป็นเจ้านาย
จะเป็นผู้นำหรือเป็นเจ้านาย
รองศาสตราจารย์เทื้อน ทองแก้ว
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
“โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคน นายคน” นี่คือคำอวยพรของผู้ใหญ่ สมัยก่อนที่ชอบอวยพรให้เด็ก ๆ หรือลูกหลาน ได้ก้าวหน้าในอนาคตมีตำแหน่งหน้าที่ ที่มีเกียรติ คือได้เป็นเจ้าคน นายคน ซึ่งหมายถึง การเป็นข้าราชการที่มียศสูงนั่นเอง และคนที่มียศมีตำแหน่งจะได้รับการยกย่อง เชื่อถือและให้เกียรติ จะพูด จะสั่งอะไรคนก็ยินดีปฏิบัติตามทุกอย่าง คนจึงใฝ่ฝันที่จะรับราชการและต้องการยศสูง ๆ เพื่อจะได้เป็นเจ้าคน นายคน
เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ลักษณะของการเป็นเจ้านายในอดีตเริ่มเปลี่ยนแปลง มาเน้นที่ความเป็นผู้นำ เพราะมีความเชื่อว่าความเป็นผู้นำจะช่วยสร้างความสำเร็จ ความก้าวหน้าให้กับองค์กรในระยะยาวมากกว่าการเป็นเจ้านาย เนื่องจาก ถ้าเป็นเจ้านายจะชอบใช้อำนาจข่มขู่ ไม่ฟังคนอื่น เก่งคนเดียว ถูกคนเดียว ทำให้ขาดความร่วมมือจากคนอื่น ถ้าหมดยศหมดตำแหน่งเมื่อไร จะขาดคนรัก คนศรัทธา มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทิศทางที่พึงปรารถนาของผู้บริหารยุคใหม่ จึงชี้แนะว่า “จงเป็นผู้นำอย่าเป็นเจ้านาย” โดยเปรียบเทียบลักษณะของผู้นำและเจ้านายไว้ดังนี้
- เจ้านาย ชอบบังคับ (The boss drives his men)
ผู้นำ จุดประกาย (The leader inspires them)
- เจ้านาย ชอบอาศัยอำนาจ (The boss depend on authority)
ผู้นำ อาศัยศรัทธา (The leader on good will)
- เจ้านาย ชอบแผ่อำนาจให้กลัว (The boss evokes fear)
ผู้นำ แผ่เมตตา (The leader radiates love)
- เจ้านาย สั่งทำให้ “ฉัน” (The boss says “I”)
ผู้นำ เรามาร่วมกันทำ (The leader says “we”)
- เจ้านาย มักหาว่าใครผิด (The boss shows who is wrong)
ผู้นำ จะดูว่าอะไรผิดและทำให้เกิดปัญหา (The leader shows what is wrong)
- เจ้านาย สั่งการ (The boss knows how it is done)
ผู้นำ ชี้แนะ (The leader shows how to do it)
- เจ้านาย ชอบขู่ให้ทำงาน (The boss abuses men)
ผู้นำ จะร่วมทำงาน (The leader uses them)
- เจ้านาย บังคับให้เคารพ (The boss demands respect)
ผู้นำ สร้างบารมีให้เกรงใจ (The leader commands respect)
- เจ้านาย ทำให้การทำงานน่าเบื่อ (The boss makes work drudgery)
ผู้นำ ทำให้เป็นสุขในการทำงาน (The leader makes it fine)
ลักษณะของเจ้านายและผู้นำข้างต้น คงเป็นทางเลือกให้นักบริหารนำมาใช้
ถ้าอยากเป็นผู้มีอำนาจ รองใช้อำนาจ ด้วยเกรงว่าจะไม่มีใครปฏิบัติตาม ก็เลือกเป็นเจ้านายตามใจชอบ
แต่ถ้าอยากมีเพื่อร่วมงาน ทำงานด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุข สร้างบารมีให้คนอื่นเกรงใจ เต็มใจทำงานด้วยความเต็มใจ ก็ควรเลือกบทบาทเป็นผู้นำ
เมื่อเลือกทางใด ผลที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามกรรมหรือการกระทำในทางเลือกนั้น
ท่านคงเลือกเอง และรับกรรมเองหรือจะเลือกทั้งสองอย่างก็คิดเอาเองนะครับ
สื่อฝรั่งเตือนพันธมิตรอย่านำสถาบันเป็นเครื่องมือการเมือง ให้ดูบทเรียนผิดพลาดจากเนปาล
สื่อฝรั่งเตือนพันธมิตรอย่านำสถาบันเป็นเครื่องมือการเมือง ให้ดูบทเรียนผิดพลาดจากเนปาล
บทความของเฮอรัลด์ทรีบูนตั้งคำถามว่า..เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมือง ไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?
ใน ช่วงที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยทวีขึ้นถึงขีดสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบกับราชบัลลังก์" โดยเตือนพวกม็อบพันธมิตรฯว่า อาจจะกำลังนำสถาบันกษัตริย์มาแอบอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ทางการเมืองของตน เพื่อนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูน ของพสกนิกรไทย ต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพันธมิตร ที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของ ประเทศอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี
บท ความระบุว่า เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?
ความ คิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า"อันเป็นที่เคารพสักการะเทิดทูน" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติ และถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอดเช่นกัน แต่ อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเองได้ เมื่อภายในราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกัน หรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาลุกลาม จนนำไปสู่การโค่นล้มพระราชบัลลังก์และพลิกเปลี่ยนไปเป็นสาธาณรัฐ
พึงตระหนักให้มากว่ากษัตริย์พิเรนทราของเนปาลที่ได้รับการ" เคารพสักการะและเทิดทูน" ในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยพระโอรสที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2544 พระองค์ก็ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย กษัตริย์คยาเนนทรา(King Gyeandendra) ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2548 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคมปี 2551นี้
เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบัน กษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของ ประเทศ เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน
ประเด็น ที่เฮอรัลด์ทรีบูนได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจต่อคำเตือนนี้อย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล. ..
สิ้นราชบัลลังก์-กษัตรยิ์ คยาเนนทราแห่งเนปาล กับพระราชินีของพระองค์ทรงพยายามที่จะรักษาพระราชวงศ์เอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงแค่การนำแพะมาเชือดบูชายัญเจ้าแม่กาลีตามพิธีกรรมความเชื่อ ของฮินดู ขณะที่เสียงโห่ร้องขับไล่ใกล้พระราชวังเข้ามา ในที่สุดรัฐสภาเนปาลลงมติในเดือนพฤษภาคมปี2551ให้ยกเลิกระบบกษัตริย์และ เปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ
ทำไมราชวงศ์ชาห์อันเป็นศูนย์รวมใจเนปาลทั้งชาติถูกโค่นล้มลงไป
ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง
ฉาก สุดท้ายของพระราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลเป็นไปอย่างอัปยศ รัฐบาลใหม่ของเนปาลเตือนให้กษัตริย์คยาเนนทราต้องออกจากพระราชวังในวันที่ 28 พฤษภาคม2551 หลังสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นการสิ้นสุดทั้งราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 239 ปี และระบอบกษัตริย์ในประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน
พระองค์ทรงมีพระราชขัตติ ยะมานะ เพราะเลยเส้นตายของรัฐบาลสาธารณรัฐล่วงไปถึง 11 มิถุนายน 2551 กษัตริย์คยาเนนทราจึงพร้อมด้วยพระราชินีของพระองค์เสด็จออกจากพระราชวัง เพื่อไปประทับ ณ พระตำหนักนิรมาลนิวาส พระตำหนักส่วนพระองค์ โดยมีชาวเนปาลที่ต่อต้านพระองค์มากลุ้มรุมส่งเสียงโห่ไล่ และเต้นรำเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง
ราชวงศ์ชาห์ ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ชาวเนปาลเคยนับถือดั่งเทพเจ้าของศาสนาฮินดู ได้กลายเป็นตำนาน หลังสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศให้เนปาลเป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ ในการประชุมนัดแรกในวันที่ 28พฤษภาคม 2551
ชะตากรรมของอดีตกษัตริย์ คยาเนนทราหลังจากนั้นก็คือ การไฟฟ้าของเนปาลได้จัดส่งบิลไปเก็บค่าไฟฟ้าที่คิดค้างไว้ราว 40 ล้านบาท โดยบอกว่าทรงติดไว้นับแต่ปี2548เป็นต้นมา
และไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะ ถูกล้มล้าง พระองค์ได้ไปปรากฎตัวต่อสาธารณชนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยครั้ง โดยทรงเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งทางใต้ของกรุงกาฏมาณฑุ เพื่อทำพิธีเชือดแพะบูชายัญ หวังจะต่ออายุพระราชวงศ์ ทว่าไม่เป็นผลใดๆ
มี รายงานว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ถูกปลดออกจากฝาตามร้านรวงต่างๆ รวมทั้งถูกถอดออกจากธนบัตร ขณะที่คำว่า "Royal"ก็ถูกลบออกจากชื่อของกองทัพ รวมทั้งสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาลได้งดจ่ายเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของพระองค์ปีละ 3 ล้าน 1 แสนดอลลาร์ และยึดวัง 10 แห่งของราชวงค์คืน
กษัตริย์คยาเนนทรา ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา คือกษัตริย์พิเรนทรา ที่ถูกเจ้าชายทิเพนทรา มกุฎราชกุมาร ปลงพระชนม์พร้อมด้วยพระราชวงศ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 แต่ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง และให้คำมั่นว่าจะบดขยี้กลุ่มกบฎลัทธิเหมาด้วยพระองค์เอง แต่ถูกกระแสต่อต้านจากประชาชนจนต้องทรงยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนในที่สุด
แต่ชาวเนปาลกลับไปไกลกว่านั้น คือให้ล้มเลิกระบบกษัตริย์ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐแทน
ซุบซิบกันว่าสังหารพระเชษฐาเพื่อฮุบราชสมบัติ และทรงมีพระราชโอรสเพลย์บอย
บัลลังก์เลือด-กษัตริย์ คยาเนนทราเป็นสมมุติเทพตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระองค์ทรงเข้ารับราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาที่สวรรคตในเหตุนองเลือดใน พระราชวัง มีเสียงลือซุบซิบในหมู่ผู้ต่อต้านว่าพระองค์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุ การณ์น่าสพรึงนี้
จู่ๆ เฉพาะการเข้าแทรกแซงการเมือง คว่ำรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน คงไม่น่ามีผลสะเทือนให้พระราชวงศ์ที่ยืนยาว240ปีต้องถึงกาลอวสาน แต่มันมีเรื่องซุบซิบอื่นๆในเรื่องพระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์ และข่าวอัปมงคลต่างๆที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของสาธารณชนด้วย 2ในข่าวซุบซิบนั้นเป็นเรื่องเล่าลือกันว่าอาจทรงเกี่ยวพันกับการสังหารพระ เชษฐาเพื่อหวังในราชสมบัติ กับทรงมีพระโอรสที่เป็นเพลย์บอย ไม่เป็นที่นิยมของพสกนิกรชาวเนปาลอีกด้วย
ตาม คติความ เชื่อดั้งเดิมของฮินดู ทรงเป็นสมมติเทพมาปราบยุคเข็ญ ชาวเนปาลเชื่อว่าแท้จริงแล้วกษัตริย์คือปางอวตารของวิษณุเทพ อันเป็นคติแต่โบราณของผู้คนในชมพูทวีป
อดีตกษัตริย์คยาเนนทรา ประสูติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของชาวคริสต์ในเมืองดาจีลิง (Darjeeling) ประเทศอินเดีย พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544 ต่อจากกษัตริย์พิเรนทรา (King Birendra Bir Bikram Shah Dev) ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 2515 ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ ?สังหารโหดในพระราชวัง? (the Palace Massacre) ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544 ที่เจ้าชายดิเพนทราพระโอรสซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายได้กราดยิงพระองค์และพระ บรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์จนสิ้นพระชนม์ก่อนที่เจ้าชายดิเพนทราจะปลงพระชนม์ตัวเองตาม
โดย พื้นฐานทางการเมืองของเนปาลเองปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็น เวลายาวนาน ก็เพิ่งจะมีประชาธิปไตยหลังจากขบวนการ ?จัน อันโดลัน? (Jan Andolan Movement) หรือแปลเป็นไทยว่าขบวนการประชาชน ได้บีบให้กษัตริย์พระองค์ก่อนคือพิเรนทรายอมปฏิรูปการเมือง และพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2534 ทำให้เนปาลมีรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีกิริยา ปราสาท กัวราลา (Girija Prasad Koirala) จากพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่การเมืองเนปาลก็ เข้าสู่สภาพไร้เสถียรภาพ เพราะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาล กับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมานำโดยสหายประจันดา (Prachanda) ที่จับอาวุธสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนฝ่ายกบฏมีฐานที่มั่นอยู่ใน 50 จังหวัดจาก 75 จังหวัดของเนปาล และสงครามกลางเมืองก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,500 ราย
เมื่อ เกิดเหตุการณ์ ?สังหารโหดในพระราชวัง? (the Palace Massacre) และกษัตริย์คยาเนนทราทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2544 การเมืองเนปาลก็ยิ่งไร้เสถียรภาพเข้าไปอีก เพราะพระองค์อ้างเหตุความไม่สงบในเนปาลเข้าแทรกแซงการเมืองระบอบรัฐสภาอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อาทิทำการปลด และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองรวม 5 ครั้งช่วงปี 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก่อนที่พระองค์จะยึดอำนาจการปกครองของเนปาลมาอยู่ที่พระองค์เองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยพระองค์อ้างเหตุผลการยึดอำนาจว่าเพราะนายกรัฐมนตรีคนก่อนบริหารราชการ แผ่นดินบกพร่องในเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง และไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาในบ้านเมืองได้ โดยพระองค์สัญญาว่าจะคืน ?ความสงบเรียบร้อยและประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ? ภายในเวลา 3 ปี
นอก จากนี้พระองค์ยังตัดสินพระทัยจำกัดเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงเสรีภาพในการนำ เสนอของสื่อมวลชน มีการจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างจากพระองค์ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาธิปไตยในประเทศกังวลต่อสถานการณ์ใน เนปาลโดยเฉพาะกับนักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของเนปาล แต่กษัตริย์คยาเนนทราก็ทรงตอบโต้องค์กรต่างประเทศเหล่านั้นว่า ?ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นน้อยกว่าการฟื้นฟูความสงบ เรียบร้อยภายในประเทศ!?
นอกจากความไม่พอใจในตัวกษัตริย์เนปาลจะเกิด เพราะการเข้ายึดอำนาจของกษัตริย์คเยนทราแล้ว สิ่งที่ช็อกความรู้สึกชาวเนปาลอีกประการหนึ่งคือการที่คณะลูกขุนของรัฐบาล ตัดสินว่าเจ้าชายดิเพนทรา (Prince Dipendra) พระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อน ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิต ได้เป็นฆาตกรสังหารพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์สังหารโหดในพระราชวังปี 2544 ครั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นการยากที่จะให้ชาวเนปาลทำใจเชื่อได้ แถมกบฏลัทธิเหมายังกระพือข่าวว่ากษัตริย์คยาเนนทราผู้สืบราชสมบัติต่อนั่น แหละเป็นตัวการในการสังหารโหดครั้งนั้น
กระแสข่าวทางลบในลักษณะ นี้ต่อกษัตริย์คยาเนนทรายังคงแพร่กระจายไปทั่วเนปาล ผู้คนต่างตั้งคำถามว่ากษัตริย์คยาเนนทราหนีออกจากพระราชวังได้อย่างไรในวัน ที่เหตุฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และพระราชโอรสพระองค์เดียวของพระองค์ คือเจ้าฟ้าชายพาราช (Prince Paras) หลบออกจากพระราชวังไปได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน! ?
และ ยิ่งเจ้าฟ้าชายพาราช ผู้จะสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ชาห์กลับมีนิสัยชอบขับรถซิ่ง และความเจ้าสำราญที่ชาวเนปาลขนานนามพระองค์ว่า ?The playboy? ยิ่งทำให้ความนิยมของประชาชนต่อเจ้าชายพาราชผู้สืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ชา ห์ และทำให้กษัตริย์คยาเนนทราไม่เป็นที่นิยมชนิดร้าวลึก
ประมาณการณ์ผิดเป็นเหตุให้ถึงกาลอวสานอย่างอัปยศ
ทรงสำคัญผิด-การ ยึดกุมอำนาจในกองทัพไว้ได้ และมีผู้นำเหล่าทัพที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย กอรปกับการประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ประชาชนได้เห็นแต่ด้านดีของระบบกษัตริย์ ทำให้พระองค์ทรงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
พันธมิตรแห่งแนวต้านอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์
การ ที่พระองค์ประมาณสถานการณ์ผิดว่าสามารถยึดกุมกองทัพเอาไว้ ถึงขั้นล้มรัฐบาลหลายคณะ และที่สุดรวบพระราชอำนาจมาไว้ที่พระองค์เสียเอง กับเชื่อมั่นว่าการประชาสัมพันธ์แต่ด้านบวกให้พสกนิกรชาวเนปาลเทิดทูนก็ เพียงพอแล้ว และหวังว่าจะทำสงครามเอาชนะพวกกบฎคอมมิวนิสต์ได้ พระองค์ก็จะกลายเป็นวีรบุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ราชวงศ์เดินทางมาถึงจุดจบ. .เพราะสิ่งที่พระองค์ไม่ได้นำมา ประเมินเลยก็คือ พลังของประชาชนผู้กระหายประชาธิปไตย และการปกครองโดยประชาชน
ท่าม กลางอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ ในประเทศ ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองเของเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรบันทึกข้อตกลง 12 ประการเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านการปกครองของกษัตริย์คยาเนนทราซึ่งทำให้เกิดฝ่ายต่อต้านการ ปกครองของกษัตริย์ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ
การต่อต้านพระราชอำนาจได้ ถึงจุดปะทะเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองจัดการชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องประชาธิปไตย และคว่ำบาตรการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กษัตริย์คยาเนนทราได้จัดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงมายาภาพที่แสดงให้เห็นว่านี่ เป็นก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของ พระองค์ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี
โดยรัฐบาลพยายามสกัดการชุมนุมของ ประชาชนด้วยการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในยามวิกาลในเขตเมืองหลวงและบาง พื้นที่ของเนปาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และคุกคามผู้ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้การชุมนุมเลื่อนจากวันที่ 20 มกราคม มาเป็นอีกวันหนึ่ง
โ
ดย ในวันที่ 21 มกราคม มีการเดินขบวนท้าทายอำนาจของกษัตริย์ครั้งใหญ่โดยประชาชนหลายพันคน ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์คยาเนนทราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้นำพรรคการเมือง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้นำแรงงาน นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายร้อยคน ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจและทหาร พร้อมเผายางรถยนต์เป็นเครื่องกีดขวาง ซึ่งการปราบปรามครั้งนั้นทำให้การชุมนุมต่อต้านกษัตริย์ปะทุไปทั่วประเทศ
การประท้วงใหญ่เดือนเมษายน และการสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์
ใน เดือนเมษายน 2549 ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) และกบฏลัทธิเหมาได้มีการต่อต้านครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจาก กษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และจัดการชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงวันที่ 8 เมษายน ตามด้วยการดื้อแพ่งด้วยการหยุดจ่ายภาษี เช่นเดียวกับการประท้วงหลายต่อหลายครั้ง
รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม แต่การชุมนุมประท้วงกลับขยายตัวไปตามเมืองใหญ่ๆ ตลอดทั้งเดือน ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการ ชุมนุมกระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จำนวนผู้ออกมาประท้วงเฉพาะในเมืองหลวงพุ่งสูงกว่า 300,000 - 500,000 คน
และ ในวันที่ 21 เมษายนกษัตริย์คยาเนนทราได้มีพระราชดำรัสว่าจะทรงคืนอำนาจบริหารให้แก่ ประชาชน และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด รวมทั้งขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน
กระทั่ง เที่ยงคืนข
องวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์คยาเนนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า พระองค์จะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ เพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพของชาวเนปาล ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดีต่อชัยชนะของ ประชาชนตามท้องถนน
ตลอดการประท้วงใหญ่ 19 วัน มีการปราบปรามโดยกองกำลังรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน และผู้บาดเจ็บนับพันคน ด้วยเหตุนี้ระหว่างประท้วงจึงทำให้มวลชนตามท้องถนนเผาหุ่นของกษัตริย์และ ประณามกษัตริย์คเยนทราว่าเป็น ?ฆาตกร?
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
จุดพลุไล่-ชาว เนปาลออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองการที่รัฐสภาลงมติยกเลิกระบบกษัตริย์ สิ้นสุดราชวงศ์ชาห์อายุยาวนาน 240 ปี และเปิดศักราชใหม่ของระบบสาธารณรัฐ เมื่อ28พ.ค.2551
ภายหลังจากที่สภาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นายกิริยา ปราสาท กัวราลา อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคคองเกรสเนปาล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยเขาสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้อง ของประชาชน
ต่อมาอดีตรัฐมนตรี 5 คนที่ทำงานให้กษัตริย์คยาเนนทราก็ถูกจับกุม และสอบสวนกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรยังได้ดำเนินการลดทอนพระราชอำนาจ อย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะของสถาบันกษัตริย์เนปาลกลายเป็นประมุขของประเทศแต่ ในทางพิธีกรรม (Ceremonial Monarchy) เท่านั้น เช่น ห้ามมิให้กษัตริย์มีอำนาจสั่งการกองทัพอีกต่อไป ทั้งนี้กองทัพเคยมีบทบาทในการช่วยกษัตริย์คยาเนนทรายึดอำนาจด้วยการกราบ บังคมทูลเชิญกษัตริย์คยาเนนทราขึ้นสู่อำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ การจับนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้น มีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)
แถมเพลงชาติเนปาลซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นต้นในทำนองว่า ?ขอพระบารมีปกเกล้า, เป็นขวัญอธิปไตย เธอชาวเนปาลผู้กล้า มีมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์ของเรา...? ก็ถูกเปลี่ยนอีกด้วย
ที่ สำคัญหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนก็ทำให้กษัตริย์คยาเนนทราก็ไม่ ค่อยปรากฏพระองค์ในสถานที่สาธารณะ รถนำขบวนพระราชวงศ์ซึ่งการเสด็จครั้งหนึ่งต้องปิดถนน และทำให้รถติดในเมืองหลวงเป็นกินนานหลายชั่วโมง รวมทั้งการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังชนบทด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกยก เลิก
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการโดดเดี่ยวกษัตริย์คยาเนนทรา ในงานเฉลิมพระช
นมพรรษา ก็ไม่มีเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก มาร่วมงานฉลองเหมือนอย่างเคย แถมรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว
ที่ สุดแล้ว รัฐสภาเนปาลได้ประกาศยกเลิกระบบกษัตริย์ลงอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ และยื่นคำขาดให้อดีตกษัตริย์ทรงออกจากพระราชวัง เพื่อนำไปทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวเนปาล
ใน ที่สุดนายคยาเนนทรา อดีตกษัตริย์เนปาลได้ออกจากพระราชวังในวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โดยนั่งมาในรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์กับนางคยาเนนทรา ภรรยาของเขา โดยมีชาวเนปาลที่โกรธแค้นกรูเข้าไปห้อมล้อมรถ ที่ไม่มีขบวนนำยาวเหยียดออกจากพระราชวังไป โดยทหารมากั้นไว้พอเป็นพิธี และให้รถยนต์คันนั้นเคลื่อนออกไปได้
และจะไม่ได้กลับมาในพระราชวังกาฎมาณฑุอีก. ..ตลอดกาล
ศักราชใหม่-สตรีเนปาลเขียนสีแดงบนหน้าผากของเธอ มันสะกดเป็นภาษาไทยได้ความหมายว่า"สาธารณรัฐจงเจริญ"
ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทย
ความ โชคดีของพสกนิกรชาวไทยก็คือ เรามีพระราชจักรีวงศ์ อันทรงคุณประเสริฐมาแล้วกว่า 227 ปี มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระราชอัจริยภาพในทุกด้าน และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ มีพระบรมราชวงศ์อันเป็นที่รักเทิดทูนทุกพระองค์ล้วนแต่มีพระอัจริยภาพ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ทรงเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย มีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างเสมอกัน
ในหลวงและพระราชวงศ์ ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง และด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนใจกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล. ..และไม่ให้มีเรื่องทำนอง นี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์สถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่ว ฟ้าดินตลอดกาล
ที่มา: Thai E-News redthai และจาก google


